วันพฤหัสบดี 7 กรกฎาคม 2565
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าวประจำวัน > การเบี่ยงเบนทางเพศตามหลักการ 3 ศาสนา (พุทธ คริสต์ อิสลาม)

การเบี่ยงเบนทางเพศตามหลักการ 3 ศาสนา (พุทธ คริสต์ อิสลาม)


หมวดหมู่ : ข่าวประจำวัน เปิดอ่าน 202 ครั้ง

การเบี่ยงเบนทางเพศตามหลักการ 3 ศาสนา
(พุทธ คริสต์ อิสลาม)

เพจ : ศาสนศาสตร์ – อิสลาม

การเบี่ยงเบนทางเพศ (Sexual Deviation) หมายถึง พฤติกรรมทางเพศหรือความสนใจในเพศเดียวกัน ด้วยการที่ผู้ชายหรือผู้หญิงแสดงออกด้วยท่าทาง การแต่งกาย หรือการพูดจาที่มิใช่ลักษณะของเพศตน ซึ่งทางการแพทย์ถือว่าเป็นโรคทางจิตอย่างหนึ่งที่ควรรีบรักษา เพราะแท้จริงการเบี่ยงเบนทางเพศถือเป็นความผิดปกติทางธรรมชาติ ซึ่งขัดกับธรรมชาติที่อัลลอฮ์ได้ทรงสร้างขึ้น โดยให้ผู้หญิงเป็นคู่กับผู้ชายไว้อย่างเหมาะสมและลงตัว

แท้จริงการทำตัวเบี่ยงเบนทางเพศได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคของท่านศาสดาลูฏ ดังที่อัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ว่า

وَلُوطاً إِذْ قَالَ لِقَومِهِ أَتَأْتُونَ الفَاحِشَةَ مَا سَبَقَكُمْ بِها مِنْ أَحَدٍ مِّنَ العَالَمِيْنَ * إِنَّكُمْ لَتَأْتُونَ الرِّجَالَ شَهْوَةً مِّنْ دُونِ النِّسَآءِ بَلْ أَنْتُمْ قَومٌ مُّسْرِفُونَ

“และจงรำลึกถึงลูฏ ในขณะที่เขาได้กล่าวแก่ประชาชาติของเขาว่า ท่านทั้งหลายจะทำสิ่งโสมมน่ารังเกียจ ซึ่งไม่มีประชาชาติใดกระทำมันมาก่อนพวกท่านกระนั้นหรือ แท้จริงพวกเจ้าจะร่วมประเวณีกับผู้ชายด้วยตัณหาราคะโดยอื่นจากผู้หญิง ยิ่งกว่านั้นพวกเจ้าทั้งหลายยังเป็นกลุ่มชนที่สุรุ่ยสุร่ายอีกด้วย” (อัลอะร๊อฟ : 80-81)

เมื่อย้อนไปในยุคของท่านศาสดาลูฏ (Lot) จะพบว่าอัลลอฮ์ทรงส่งท่านมาเป็นศาสนทูตในกลุ่มชนหนึ่งจากเมืองทั้งห้า (Sodom, Gomorrah, Adamah, Zeboiim,และ Bela) ปัจจุบันตั้งอยู่รอบบริเวณทะเลเดดซี ซึ่งอยู่ระหว่างจอร์แดนกับอิสราเอล โดยอัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะขจัดพฤติกรรมอันโสมมและน่ารังเกียจยิ่งให้หมดไปด้วยการให้ท่านศาสดาลูฏ เรียกร้องและตักเตือนพวกเขาให้เกิดความยำเกรงต่ออัลลอฮ์และละทิ้งพฤติกรรมอันเลวทรามนั้นเสีย ทว่าการเรียกร้องของศาสดาลูฏไม่บังเกิดผล และพวกเขาก็ยังคงทำลายจริยธรรมอันดีงามอย่างไร้ยางอาย ดังนั้นอัลลอฮ์จึงบัญชาให้ศาสดาลูฏและผู้ศรัทธาอันน้อยนิดอพยพออกจากเมือง แล้วพระองค์ก็ได้ลงทัณฑ์ด้วยการกลับแผ่นดินจากบนลงล่างและโปรยฝนหินเพื่อทำลายกลุ่มชนดังกล่าวจนสิ้นซาก

فَلَمَّا جَاء أَمْرُنَا جَعَلْنَا عَالِيَهَا سَافِلَهَا وَأَمْطَرْنَا عَلَيْهَا حِجَارَةً مِّن سِجِّيلٍ مَّنضُودٍ * مُّسَوَّمَةً عِندَ رَبِّكَ وَمَا هِيَ مِنَ الظَّالِمِينَ بِبَعِيدٍ

“ดังนั้น เมื่อพระบัญชาของเราได้มาถึง เราได้ทำให้ข้างบนของมันเป็นข้างล่าง และเราได้ ให้ก้อนหินแกร่งหล่นพรูลงมา, ถูกตราเครื่องหมายไว้ ณ ที่พระเจ้าของท่าน และมันไม่ไกลไปจากบรรดาผู้อธรรม” (ฮุด : 82-83)

การทำตัวเบี่ยงเบนทางเพศ แม้ว่าจะไม่มีการสมสู่กัน ก็ถือเป็นสิ่งต้องห้ามและจะถูกสาปแช่งจากท่านศาสดา ดังมีรายงานจากอิบนุ อับบาส ว่า

“ท่านศาสนดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ได้สาปแช่งบรรดาผู้ชายที่เลียนแบบผู้หญิง และบรรดาผู้หญิงที่เลียนแบบผู้ชาย โดยท่านได้กล่าวว่า พวกท่านจงไล่พวกเขาออกจากบ้านของพวกท่าน โดยท่านศาสดาได้เคยไล่นายคนหนึ่งออกไป และท่านอุมัรได้ไล่นายคนหนึ่งออกไป” (บันทึกโดยบุคอรี)

แต่เมื่อพวกเขามีเพศสัมพันธ์กัน พวกเขาจะไม่ได้รับการสาปแช่งเพียงอย่างเดียว หากแต่บทลงโทษของพวกเขาก็คือการประหารชีวิต ดังวจนะศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ว่า “บุคคลใดจากพวกท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติเหมือนกลุ่มชนลูฏ จงประหารชีวิตผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ” (บันทึกโดย อบูดาวูดและอัตติรมิซีย์)

แท้จริงพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศถือเป็นภัยคุกคามจริยธรรมอันดีงาม ยิ่งไปกว่านั้น พวกรักร่วมเพศได้นำมาซึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากมายและปัญหาทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการฆาตกรรมเนื่องจากการหึงหวง การขายตัวเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยในการแปลงเพศ การล่อลวงเพื่อปล้นชิงทรัพย์มาซื้อเสื้อผ้าและเครื่องเสริมสวย หรือการล่อลวงเด็กชายเพื่อทำอนาจาร จนทำให้ทุกวันนี้การขายบริการทางเพศของโสเภณีชายจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงแม้ว่าจะมีข้ออ้างว่า ตนมิได้มีเพศสัมพันธ์ เพียงแต่รักความเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเท่านั้น! ทว่าคำอ้างของพวกเขาตกไป เนื่องจากเป้าหมายการเบี่ยงเบนทางเพศก็เพื่อการมีเพศสัมพันธ์ และมันจะเป็นสะพานไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ในภายภาคหน้า ซึ่งแน่นอนว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายหรือหญิงกับหญิงย่อมเป็นการผิดประเวณีอย่างน่าเกลียด และแม้ว่าพวกเขาจะอ้างว่าพวกตนได้สมรสกันแล้ว! แน่นอนการสมรสระหว่างชายกับชายและหญิงกับหญิงไม่ถูกยอมรับตามหลักการศาสนาและประเพณีทางสังคมที่ยึดมั่นในจริยธรรมอันดีงาม และเมื่อใดที่สังคมหนึ่งยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว แน่แท้สังคมนั้นได้ถูกกลืนกินจากความชั่วร้ายและความเลวทรามไปเรียบร้อยแล้ว

มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวคือการถูกชักจูงจากชัยฏอนมารร้ายให้เดินไปในหนทางที่หลงผิด เรียกร้องไปสู่การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติและโครงสร้างที่อัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้นในตัวมนุษย์ ดังที่อิบลิสมารร้ายได้กล่าวกับอัลลอฮ์ว่า

وَلَآَمُرَنَّهُمْ فَلَيُغَيِّرُنَّ خَلْقَ اللَّهِ

“และแน่แท้ข้าพระองค์ (อิบลิส) จะใช้ให้พวกเขา แล้วพวกเขาก็จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงสร้างอย่างแน่นอน” (อันนิซาอ์ : 119)

แท้จริงอัลลอฮ์ทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายหรือเป็นหญิงไว้อย่างชัดเจน ถึงแม้กระนั้นก็ยังมีบางกลุ่มอ้างว่าตนเกิดมาผิดปรกติ มีเพศที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตน ด้วยการหลงเชื่ออารมณ์ใฝ่ต่ำที่ได้รับการชี้นำจากมารร้าย พวกเขาจึงคิดและลงมือผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศของตนเอง เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่อัลลอฮ์ได้ทรงมอบให้ นั่นเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดมา อีกทั้งยังเป็นการทำลายความปรารถนาดีที่พระองค์ทรงมอบให้

แน่นอนว่าพฤติกรรมดังกล่าวจึงถือว่าเป็นความชั่วร้ายและเป็นบาปกรรม ซึ่งไม่มีศาสนาใดให้การยอมรับ แม้แต่ศาสนาพุทธก็ไม่ให้การยอมรับเป็นพระสงค์ เพราะในพระวินัยปิฎกได้ระบุเป็นข้อห้ามข้อหนึ่งของพระสงฆ์ว่า จะกระทำมิได้ อันสิ่งที่ทำให้ไม่ใส่ใจในการช่วยเผยแผ่พระศาสนาอันเป็นกิจของสงฆ์

ในเรื่องนี้มีหลักฐานจากพระราช พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ร.2 ได้เขียนว่า พระสังฆราชวัดมหาธาตุมีพฤติกรรมรักร่วมเพศกับลูกศิษย์หนุ่มแม้ไม่ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์ แค่เพียงสัมผัสจับต้อง ลูบคลำอวัยวะเพศ จึงไม่ถึงกับปาราชิก แต่ถือว่าเป็นความผิดเช่นเดียวกัน จึงถูกถอดจากสมณศักดิ์และเนรเทศให้ออกไปจากวัดมหาธาตุ เป็นการลงโทษที่ ประพฤติปฏิบัติผิดหลักพระวินัยของสงฆ์อย่างหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นมามากกว่า 200 ปี แต่เป็นสิ่งที่ไม่ต้องการให้มีการกล่าวถึง เพราะถือเป็นความเสื่อมเสียของสังคมและขัดต่อขนบธรรมเนียมและประเพณีของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

ในศาสนาคริสต์ การสมสู่กับเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าถือว่าเป็นสิ่งลามกอย่างยิ่ง พระองค์ได้ระวางโทษผู้ที่ประพฤติเช่นนั้นไว้อย่างรุนแรง คือมีโทษถึงตาย พระองค์ได้ทรงตรัสสั่งให้โมเสสประกาศแก่คนทั้งหลายว่า การประพฤติเช่นนั้นทำให้แผ่นดินเป็นมลทิน และจะเป็นเหตุให้แผ่นดินนั้นต้องโทษ และทำให้เกิดธรณีสูบ แผ่นดินไหวได้ ดังมีกล่าวในไบเบิ้ลว่า

“ถ้าชายคนใดคนหนึ่งหลับนอนกับผู้ชายด้วยกันเหมือนอย่างที่เขาหลับนอนกับผู้หญิง ทั้งสองคนก็ได้กระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งสองคนนั้นจะต้องถูกประหารให้ตายอย่างแน่นอน ให้โลหิตของผู้นั้นตกอยู่บนผู้นั้นเอง” (ไบเบิ้ล เลวีนิติ บทที่ 20:13)

จะเห็นได้ว่าจารึกในพระคริสตธรรมคัมภีร์ อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือจิตใจและความเชื่อของชาวคริสต์มาเป็นเวลานับพันปีนั้น ถือว่าการสมสู่กับคนเพศเดียวกันนั้น ไม่ใช่เรื่องสิทธิส่วนบุคคลที่ใครทำก็รับผิด แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องรับผิดชอบ

ครั้นจักรวรรดิโรมันได้รับเอาคริสตศาสนามาเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิแล้ว การสมสู่กับเพศเดียวกันจึงถือเป็นความผิดอาญาที่ร้ายแรงถึงขนาดผู้กระทำต้องถูกลงโทษด้วยการถูกเผาไฟทั้งเป็น จักรพรรดิจัสติเนียนผู้มีพระบรมราชโองการให้จัดทำประมวลกฎหมายของจักรวรรดิโรมันขึ้นในราวคริสตศตวรรษที่ 6 ได้ทรงอธิบายถึงโทษแห่งความผิดฐานนี้ไว้อย่างละเอียดว่า “โดยที่ชนบางเหล่า ผู้ถูกยุยงด้วยบาปกิเลส ได้ทอดตนลงสู่รามวิสัย ทั้งได้บังอาจกระทำอาชญากรรมต่อธรรมชาติ เราจึงจะบังคับชนเหล่านั้นให้มีความเกรงกลัวในองค์พระผู้เป็นเจ้าและคำพิพากษาของพระองค์ในอนาคต ให้ละเสียจากทรามวิสัยอันชั่วจัญไรและอัปมงคลเหล่านั้นเสีย มิให้กรรมอันชนเหล่านั้นได้ล่วงสู่บาปชักนำพระอาญาแห่งพระผู้เป็นเจ้าอันทรงเดชา หรือเป็นทางสู่เหตุวิบัติฉิบหายแก่พระนครและชาวอาณาประชาราษฎร์ อาชญากรรมต่อธรรมชาติเช่นนั้นจักต้องรับผิดต่ออัคคีภัย แผ่นดินไหว ธรณีสูบ โรคห่า ไข้พิษ เพื่อขจัดรังควาญแห่งบาป เช่นนั้น และเพื่อรักษามนุษย์ไว้มิให้สูญเสียวิญญาณแห่งตน ดังนั้นเราต้องการให้ชนเหล่านี้ละเสียจากการทอดตนลงสู่การอันไร้ศรัทธาแห่งพระธรรมเช่นนั้นเสีย”

ในปัจจุบันพฤติกรรมการเบี่ยงเบนทางเพศยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งนักการศาสนาบางศาสนาไม่ยึดติดในคำสอนของศาสนาและประเพณีของตน กลับให้การยอมรับกับบุคคลประเภทนี้ เนื่องด้วยต้องการเรียกความเชื่อมั่นในศาสนาหรือลัทธิของตน แม้จะขัดต่อความเชื่อทางศาสนาก็ตาม แต่สำหรับอิสลามได้เผยชัดถึงการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า สิ่งใดดีก็ว่าดีและสิ่งใดชั่วก็ว่าชั่ว โดยไม่ถือตามค่านิยมชั่วๆที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย แม้ว่าพฤติกรรมอันชั่วร้ายจะมีมากกว่าจริยธรรมคุณงามความดีก็ตาม

แท้จริงสาเหตุของเอกลักษณ์ทางเพศผิดปกติ เกิดได้หลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมกับเพศของเด็ก สังคมรอบข้างที่ค่อยสนับสนุนให้เด็กแสดงออกด้วยสิ่งที่ตรงข้ามกับเพศของเด็ก จนในที่สุดเด็กเริมชอบลักษณะการเป็นเพศตรงข้าม

แพทย์หญิงสุพร อภินันทเวช จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาอนามัยและครอบครัว คณะสาธารณะสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำว่า “ครอบครัวนั้นควรต้องเอาใจใส่เด็กให้มากตั้งแต่วัย 3–6 ขวบ เพราะเป็นวัยที่สำคัญ เด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในช่วงนี้ ดังนั้นกลุ่มไหนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจะต้องหันมาเลี้ยงดูลูกให้ดี ที่สำคัญต้องเลี้ยงให้เหมาะสมกับเพศของเขา เช่น ถ้าเป็นเด็กผู้ชายก็ต้องเลี้ยงให้เขามีการแสดงออกหรือแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมกับเพศชาย ถ้าเด็กผู้ชายชอบเล่นตุ๊กตาก็ต้องพยายามปรับพฤติกรรมไม่ให้เล่นของเล่นของผู้หญิงหรือตุ๊กตา ให้คุณพ่อคุณแม่ทำใจแข็งไม่ซื้อให้ หรือเด็กผู้หญิงที่มีพี่น้องทั้งหมดเป็นเด็กผู้ชายก็มักจะเล่นแบบเด็กผู้ชายมีแนวโน้มที่จะออกห้าว ๆ ก็ต้องป้องกันด้วยการเลี้ยงให้แตกต่างจากพี่ชายด้วยการหากิจกรรมที่เป็นผู้หญิงให้เขาทำ เป็นต้น”

“การที่เด็กเติบโตขึ้น หรือถูกเลี้ยงดูมาไม่ตรงกับเพศของตนเอง ทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความประพฤติหรือแสดงออกในสิ่งที่ตรงข้ามกับเพศตัวเอง ซึ่งภาษาอังกฤษในทางจิตวิทยานั้นใช้ว่า Gender Identity Disorder ซึ่งหมายความถึงความมีเอกลักษณ์ทางเพศที่ผิดปกตินั่นเอง”

สิ่งสำคัญที่ได้จากคำสอนของอิสลามก็คือ การเลี้ยงดูลูกหลานให้อยู่ในกรอบของอิสลาม โดยจะต้องปลูกฝังจริยธรรม คุณงามความดี และให้พวกเขาได้รู้ว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว เพื่อมิให้พวกเขาได้ละเมิดต่อขอบเขตดังกล่าว

แท้จริงพฤติกรรมการเบี่ยงเบนทางเพศถือเป็นความวิปริตหรือเป็นโรคจิตอย่างหนึ่งที่ควรรีบรักษาเยียวยา ซึ่งการรักษาตามแนวทางของอิสลามก็คือ การดำรงละหมาดญะมาอะห์ (ละหมาดเป็นกลุ่ม) อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมขอพรต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากการล่อลวงของมารร้าย ถือศีลอดอยู่เป็นนิจศีล หยุดการมองเพศเดียวกันด้วยอารมณ์ใคร่ ระลึกถึงการลงโทษในขุมนรก พร้อมกับสำนึกตนก่อนที่ความตายจะมาถึง

ข้อมูลจากหนังสือ “อิสลาม…ทำไม”
โดย อะห์หมัดมุสตอฟา โต๊ะลง

อะห์หมัดมุสตอฟา โต๊ะลง

เปิดอ่าน 202 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " การเบี่ยงเบนทางเพศตามหลักการ 3 ศาสนา (พุทธ คริสต์ อิสลาม) "

ปิดการแสดงความคิดเห็น