วันอาทิตย์ 25 ตุลาคม 2563
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > รอมฏอน > ถือศีลอดไม่ใช่แค่อดข้าวอดน้ำ

ถือศีลอดไม่ใช่แค่อดข้าวอดน้ำ


หมวดหมู่ : รอมฏอน เปิดอ่าน 82 ครั้ง

รอมฎอนในวันนั้น ผมเริ่มถือศีลอดครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี จำได้ว่าเมื่อใกล้เวลาละศีลอดตอนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ผมกับน้องๆ จะมานั่งรวมกันที่โต๊ะอาหารในสภาพอิดโรยเหมือนลิงป่วย ปากคอแห้งขม บนโต๊ะอาหารข้างหน้ามีน้ำ อินทผลัม ขนมหวานสองสามอย่างและชามแก้วใบใหญ่ที่แม่ใส่ชิ้นแตงโมเนื้อทรายโรยด้วยน้ำแข็งฝอยและราดด้วยน้ำหวานสีแดงยั่วความอยาก แต่เนื่องจากยังไม่ถึงเวลา เราจึงได้แต่นั่งรอ

เมื่อถึงเวลาเราเริ่มละศีลอดด้วยการกินอินทผลัมและน้ำเปล่าก่อน หลังจากนั้น จึงหันไปจัดการกับแตงโมแช่น้ำหวาน มันช่างมีความสุขเหลือเกินเมื่อแตงโมที่หวานเย็นฉ่ำผ่านปากและคอที่แห้งขมมาตั้งแต่บ่าย ผมกะจะซัดมันให้สมกับที่รอคอย แต่พ่อยั้งไว้ให้กินแค่ชิ้นหรือสองชิ้นแล้วไปละหมาดก่อน เสร็จแล้วจึงค่อยกลับมากิน

พ่อบอกว่านี่คือวิธีการละศีลอดที่นบีมุฮัมมัดแนะนำเมื่อท่านสั่งมุสลิมให้ถือศีลอด เพราะถ้าหากดื่มน้ำโดยเฉพาะน้ำเย็นและกินอาหารหนักในขณะที่กระเพาะว่างมาทั้งวัน อาจเกิดอาการจุกเสียดและกินอะไรไม่มีความสุข สมัยท่านนบีมุฮัมมัดมีชีวิต ท่านละศีลอดด้วยการกินอินทผลัม 1-2 ผลกับนมหรือไม่ก็น้ำแค่นั้นและไปละหมาด เสร็จแล้วจึงค่อยกลับมากินมื้อค่ำและท่านกินไม่มาก

เมื่อโตขึ้น ผมได้พบคำสอนของนบีมุฮัมมัดกล่าวว่า “ผู้ถือศีลอดจะมีความสุขสองเวลา นั่นคือเวลาที่ละศีลอดและเวลาที่เขาพบพระเจ้า”

ความสุขเมื่อเวลาละศีลอดผมรู้สึกได้แล้ว และผมเชื่อว่าคนที่ถือศีลอดคงรู้สึกเช่นเดียวกัน แต่ความสุขในเวลาที่จะได้พบพระเจ้านี่สิ มันต้องอดอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างกว่าจะได้มา

การถือศีลอดจึงไม่ใช่แค่เพียงการงดเว้นจากการกินและการดื่มเท่านั้น แต่การอดข้าวอดน้ำเป็นวิธีการฝึกควบคุมวิญญาณมิให้เป็นนายชั่วที่คอยบงการอวัยวะบนร่างกายมนุษย์ให้ทำความชั่วตามอารมณ์ปรารถนา

นบีมุฮัมมัดกล่าวว่าระหว่างการถือศีลอด ผู้ถือศีลอดต้องอดกลั้นอารมณ์ฝ่ายต่ำด้วย หากใครถูกยั่วยุให้โมโหหรือชวนทะเลาะ ท่านแนะนำให้เตือนตัวเองว่า “ฉันถือศีลอด ฉันถือศีลอด”

ในอีกคำสอนหนึ่ง ท่านกล่าวว่าใครอดข้าวอดน้ำแล้วยังซุบซิบนินทาว่าร้ายคนอื่น การถือศีลอดของคนผู้นั้นไม่แตกต่างอะไรไปจากการหิวเปล่า เพราะไม่สามารถควบคุมลิ้นมิให้ทำตามอารมณ์ได้

คนที่ถือศีลอดจะรู้สึกได้ว่าการอดข้าวอดน้ำตลอดทั้งวันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน แต่การนอนน้อยในช่วงเดือนแห่งการถือศีลอดต่างหากที่มีผลต่อการสยบความคึกคะนองของตัวตน

การถือศีลอดแบบอิสลามกำหนดให้ผู้ถือศีลอดต้องลุกขึ้นมากินอาหารก่อนแสงแรกของดวงอาทิตย์ปรากฏบนท้องฟ้าซึ่งในประเทศไทยคือเวลาประมาณตีสี่ครึ่ง ในตอนกลางคืนหลังละศีลอดแล้วยังมีการละหมาดเพิ่มเติมจนถึงเวลา 3 ทุ่มอย่างเร็วที่สุด เวลานอนในเดือนรอมฎอนจึงเหลือน้อยลง การอดอาหารอดน้ำทั้งวันประกอบการมีเวลานอนน้อยจึงทำตัวตนที่พยศและคิดที่จะทำอะไรตามอารมณ์จึงถูกกำราบลงโดยปริยาย

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมนบีมุฮัมมัดจึงแนะนำชายหนุ่มที่ยังไม่มีความสามารถแต่งงาน แต่มีอารมณ์อยากแต่งงานให้ถือศีลอดเมื่อเกิดความรู้สึกฮึดเช่นนั้นขึ้นมา เพราะการถือศีลอดจะช่วยลดอารมณ์ปรารถนาทางนี้ได้

ส่วนใครที่ถือศีลอดแล้วยังมีความสัมพันธ์ทางเพศกับภรรยาในเวลากลางวันถือว่าเป็นความผิดฐานละเมิดกฎของเดือนรอมฎอน เป็นบาปที่ต้องมีการชดใช้โดยการถือศีลอดทุกวันต่อเนื่องกันเป็นเวลาสองเดือนเพราะขนาดให้อดข้าวอดน้ำแถมอดนอนแล้วยังไม่สามารถอดความต้องการทางกามารมณ์ได้ หากหยุดถือศีลอดวันหนึ่งวันใดต้องเริ่มนับใหม่ หรือไม่ก็ต้องปล่อยทาสหนึ่งคนให้เป็นอิสระหรือเลี้ยงอาหารคนยากจนหนึ่งคนเป็นเวลาหกสิบวัน

ดังนั้น เพื่อมิให้สิ่งเย้ายวนต่างๆ รอบกายผ่านหูผ่านตาเข้าไปกระตุ้นอารมณ์หรือความรู้สึก ผู้ถือศีลอดจะหลีกเลี่ยงจากการดูหนังฟังเพลงและการพูดจาไร้สาระหันมาฟังเสียงอ่านหรือไม่ก็อ่านคัมภีร์อัลกุรอานที่ได้ประโยชน์ต่อชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ที่มา: อาจารย์บรรจง บินกาซัน

เปิดอ่าน 82 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " ถือศีลอดไม่ใช่แค่อดข้าวอดน้ำ "

ปิดการแสดงความคิดเห็น